Placeholder image


Van Cleef & Arpels Lady Arpels Ballerines Musicales


เสน่ห์สะกดสายตาจากลีลาบัลเลต์บนข้อมือ


ในภารกิจแสวงหาความเป็นเลิศอันก่อเกิดจากรสนิยม และความกลมกลืนทางองค์ประกอบ Van Cleef & Arpels อาศัยแรงบันดาลใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และไร้ขีดจำกัดจากโลกของศิลปะนาฏกรรมมานานนับหลายทศวรรษ และในวันนี้ ศิลปะระบำปลายเท้า หรือที่นิยมเรียกกันว่า “บัลเลต์” (ballet) ได้จุดประกายความงามสง่าสะกดทุกสายตาบนนาฬิกาข้อมือรุ่นใหม่ทั้งสามเพื่อสะท้อนถึงมุมมองอันทรงเอกลักษณ์ของเมซง ซึ่งมีให้แก่ความงดงามทางการบอกเวลาเสมือนบทกวีสุดวิจิตรบรรจงผ่านหน้าปัดนาฬิกาเสียจนขนานนามให้แก่บรรดาคอลเลคชันเครื่องบอกเวลาทั้งหลายของตนว่า Poetry of Time หรือ “บทกวีบอกเวลา” และนี่จะเป็นครั้งแรกที่ผลงานสร้างสรรค์ชุด Lady Arpels Ballerines Musicales (เลดี อารเปลส์ บาลเลรีนส์ มูซีกาล) ได้หลอมรวมศิลปะการดนตรีเข้ากับลีลาการเคลื่อนไหว เพื่อสร้างประสบการณ์ชวนฝันจากภาพประกอบเสียงในความเป็นจริง ในขณะเดียวกัน เพื่อสืบทอดขนบธรรมเนียมทางความเป็นเลิศของ Van Cleef & Arpels อย่างแท้จริงในทุกแง่มุม เครื่องบอกเวลาแต่ละเรือน จึงเป็นเสมือนเวทีการแสดงให้เห็นถึงความชำนาญทางการผลิตนาฬิกาข้อมือ, ความประณีตระดับสุดยอดของงานหัตถศิลป์แขนงต่างๆ และไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะต่างๆ ทางการผลิตเครื่องประดับอัญมณี เพื่อร่วมกันร่ายมนต์เสน่ห์สะกดสายตาและอารมณ์ผ่านเสียงเพลงคลอประสานลีลาเริงระบำอย่างน่าอัศจรรย์

ณ จุดบรรจบของศิลปะต่างแขนง

ความผูกพันระหว่าง Van Cleef & Arpels กับนาฏกรรม หรือศิลปะการเต้นนั้น มีเรื่องราวเริ่มต้นมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 ในกรุงปารีส ลูอิส อารเปลส์ ผู้พิสมัยในการแสดงระบำปลายเท้า โปรดปรานการดูบัลเลต์เป็นชีวิตจิตใจ มักพาโคลดผู้หลานชายไปยังโรงอุปรากรการนิเยร์ (Opéra Garnier) ซึ่งอยู่ห่างจากบูติกของตนที่จัตุรัสว็องโดมไปเพียงไม่กี่ก้าวเป็นประจำ เข็มกลัดนางระบำหรือ ballerina clip ชุดแรกของเมซงนั้น ได้รับการสรรค์สร้างขึ้นในช่วงต้นทศวรรษ 1940 ซึ่งก็ได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางการออกแบบประจำ Van Cleef & Arpels ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ความเบาทางน้ำหนักของตัวเรือน กับความงดงาม อ่อนช้อยของเครื่องแต่งกาย ทำให้เข็มกลัดนางระบำเหล่านี้จุดประกายปรารถนาให้บรรดานักสะสมทั้งหลายต้องการได้ครอบครองในทันที ดวงหน้าทำจากทองคำ หรือฝังเพชรเดี่ยวเจียระไนเหลี่ยมกุหลาบ ทวีความหรูหราด้วยเครื่องประดับศีรษะเลอค่า กับท่วงท่าชี้ปลายเท้า และกระโปรงบานฟูฟ่องทำจากเพชร หรือหินรัตนชาติหลากสี ร่วมกันถ่ายทอดอากัปการเคลื่อนกายพลิ้วไหวของแต่ละท่าเต้นได้อย่างสมจริง

ความผูกพันกับโลกแห่งศิลปะระบำปลายเท้านี้ แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในทศวรรษ 1950 เมื่อโคลด อารเปลส์ได้ทำความรู้จักกับจอร์ช บาลางชีน นักออกแบบท่าเต้นผู้โด่งดัง และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งคณะระบำปลายเท้า New York City Ballet ความรักดื่มด่ำที่ทั้งคู่ต่างมีให้แก่มวลอัญมณี ได้ถูกแบ่งปันสู่กันผ่านโยงใยแห่งสุนทรียศิลป์ ซึ่งปรากฏใน Jewels การแสดงบัลเลต์ที่บาลางชีนเป็นผู้อำนวยการสร้าง ซึ่งจัดแสดงครั้งแรกในกรุงนิวยอร์กระหว่างเดือนเมษายน 1967 แต่ละองก์แสดงอันไม่จำเป็นต้องมีแผ่นพับเล่าเรื่องประกอบ ก็สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจนถึงหินรัตนชาติแต่ละชนิดภายใต้ฝีมือการกำกับของวาทยากรคีตกวีระดับตำนานผู้มาร่วมสรรค์สร้างความไพเราะให้แก่แต่ละเรื่องราว นั่นคือ Gabriel Fauré (กาเบรียล โฟเร) สำหรับ Emeralds (มรกต), Igor Stravinsky (อิกอร์ สตราวินสกี) สำหรับ Rubies(ทับทิม) และPyotr Ilyich Tchaikovsky (ปิ ออตร์ อิลิช ไชคอฟสกี) สำหรับ Diamonds (เพชร)

มนตราแห่งเวทีการแสดง

เพื่อสะท้อนถึงความอัศจรรย์ของระบำปลายเท้า Van Cleef & Arpels รังสรรค์หน้าปัดสามมิติถ่ายทอดความตระการตาจากเวทีการแสดงนาฏลีลาได้อย่างเสมือนจริง ด้วยการให้กรอบหน้าปัดบนสุดจุดประกายจินตนาการด้วยงานฝังเพชรเดินลวดลายเป็นโคมระย้าแชนเดอเลียร์ระยับแสงส่องสว่างอยู่เหนือกรอบหน้าปัดชั้นสองจำลองแบบริ้วผ้าม่านหน้าฉากเวทีสุดหรูหราซึ่งเป็นงานประติมากรรมสลักลายนูนต่ำลงสีด้วยมือ และพื้นหน้าปัดล่างสุดคือจีบผ้าม่านที่รอการเคลื่อนเปิดเพื่อเผยให้เห็นงานฝีมือลงสีจิตรกรรมย่อส่วนเป็นรูปวาดนางระบำ ต่างคน ต่างท่วงท่าการเต้นอยู่บนเวที

เครื่องบอกเวลาแต่ละเรือน ล้วนประดิบหินรัตนชาติลงบนลวดลายที่เล่าเรื่องราวเฉพาะตัว เพื่อเป็นบทอ้างอิงถึงองก์การแสดงทั้งสามของบัลเลต์ Jewels นาฬิกาข้อมือ Lady Arpels Ballerine Musicale Émeraude (เลดี อารเปลส์ บาลเลรีนส์ มูซีกาล เอเมอโรด) สะกดสายตาด้วยลีลาไล่เฉดโทนของสีเขียวมรกตหรูหรา ในขณะที่เครื่องบอกเวลา Lady Arpels Ballerine Musicale Rubis (เลดี อารเปลส์ บาลเลรีนส์ มูซีกาล รูบีส์) เจิดจรัสในลีลาไล่โทนสีแดงทับทิมงามสง่า และ Lady Arpels Ballerine Musicale Diamant (เลดี อารเปลส์ บาลเลรีนส์ มูซีกาล ดียามองต์) ระยับประกายพราวพราวในเฉดสีเพชรขาว, ฟ้า และทอง สำหรับปุ่มเม็ดมะยมไขลานตัวบนของแต่ละผลงาน ยังฝังอัญมณีเลอค่าเม็ดเดี่ยวในเฉดสีเดียวกับหน้าปัด เพื่อแสดงให้เห็นความพิถีพิถัน ใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างแท้จริง

เรื่องราวยังดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงด้านหลังตัวเรือน ด้วยงานสลักลายร่องลึกเป็นภาพนักเต้นบัลเลต์เริงระบำอยู่หน้าบูติก Van Cleef & Arpels บนถนนสาย 5 ในนิวยอร์ก สถานที่ซึ่งโคลด อารเปลส์ให้การต้อนรับ และพาจอร์ช บาลางชีนเยี่ยมชมผลงานสร้างสรรค์ชิ้นต่างๆ เป็นการส่วนตัวเมื่อปี 1966

ลีลาคีตลักษณ์

เพื่อเป็นบทเติมเต็มความครบครันให้แก่คอลเลคชั่นเครื่องบอกเวลา Poetic Complications สามผลงานแต่ละเรือนล้วนเล่าเรื่องราวของการแสดงระบำปลายเท้า Jewels ต่างองก์บท ผ่านการรังสรรค์ความวิจิตรบรรจงของเครื่องแต่งกาย และดนตรี มาสู่กลไกแสดงลีลาของการเน้น และท่วงทำนองเสนาะโสต หน้าปัดนาฬิกาแต่ละรุ่น เสมือนเป็นเวทีรองรับนาฏกรรมที่โลดแล่นไปตามจังหวะกังวานเสียงเพื่อจรรโลงสายตา และการรับฟัง ดั่งดื่มด่ำไปกับการเสพสุนทรียศิลป์จากมนตราแห่งบัลเลต์

หน้าปัดทำการแสดง และบอกเวลาได้ตามปรารถนาของผู้เป็นเจ้าของ ทันทีที่กดปุ่มเม็ดมะยมสั่งงาน ผ้าม่านจับจีบบนผืนหน้าปัดจะเคลื่อนตัวไปทางด้านข้างไปพร้อมทำนองเพลงบรรเลงขับขาน เพื่อเผยให้เห็นนางระบำจิตรกรรมย่อส่วน ซึ่งล้วนแต่งกายในชุดจับเดรปกระโปรงบานด้วยสีสันอันบ่งบอกถึงหินรัตนชาติต่างชนิด บัลเลรินาแต่ละนางแสดงอากัปต่างท่วงท่าตามมาตรฐานของธรรมเนียมนาฏกรรมระบำปลายเท้า ทั้งสีสัน และท่าเต้น ล้วนสื่อถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานของจอร์ช บาลางชีน เพลงประกอบบรรเลงสอดคล้องไปกับจังหวะการเคลื่อนตัวหมุนของแผ่นจานหน้าปัด ซึ่งสะกดสายตาด้วยจิตรกรรมย่อส่วนภาพนางระบำ แต่ละคนกับแต่ละท่วงท่าลีลาปรากฏออกมาตามลำดับ นี่คือประสบการณ์อันน่าตื่นตา และตื่นใจทั้งในแง่ภาพ และเสียงบนข้อมือ ถือเป็นความสามารถเชิงเทคนิคในการขับขานท่วงทำนองของสามองก์แสดงให้กังวาน เสาะโสตโดยอาศัยนวัตกรรมผสมกลไกชุดระฆังและกล่องดนตรี ให้ทำงานประสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัวเพื่อถ่ายทอดบทเพลงอภิรมย์โสต ผลงานของกาเบรียล โฟเร, อิกอร์ สตราวินสกี และปิออตร์ อิลิช ไชคอฟสกี

นอกจากนั้น ตัวเรือนนาฬิกายังช่วยเร่งระดับกังวานเสียงดนตรีจากชุดระฆัง และกล่องดนตรี ด้วยระบบลำเลียงสัญญาณเสียงผ่านพื้นผิวฝังเพชรเรียงแถวจิกไข่ปลาอย่างชำนาญ และเพื่อยกระดับประสบการณ์ทางการรับฟัง นาฬิกาแต่ละเรือนล้วนมีกล่องบรรจุตกแต่งด้วยศิลปะฝังแผ่นไม้เบิร์ชกับวอลนัท อันเป็นผลลัพธ์จากการร่วมสร้างสรรค์โดยศิลปินผู้ชำนาญการทำเครื่องดนตรีกลุ่มเครื่องสาย และอะคูสติก อีกทั้งยังเติมเต็มความสมบูรณ์แบบด้วยการติดตั้งหน่วยวงจรไฟฟ้าขยายสัญญาณเสียง

โครงการนี้เริ่มต้นดำเนินงานขึ้นเมื่อหนึ่งทศวรรษมาแล้ว ต้องอาศัยเวลาถึงเจ็ดปีในการพัฒนาระบบ ทั้งในส่วนของกลไกขับเคลื่อนไขลานด้วยมือ และกลไกขับเคลื่อนตามสั่ง นอกจากนั้น เพื่อสืบทอดธรรมเนียมอันเป็นที่รักของเมซง นาฬิการุ่นนี้ยังอาศัยการบอกเวลาด้วยระบบเข็มตีกลับ (retrograde) โดยที่ด้านบนสุดของกรอบหน้าปัด ทำการประดับดาวดวงเดี่ยวไว้เป็นที่ระลึกถึง danseuses étoiles (ดองเซอเซตวล) อันหมายถึง “นักเต้นดาวเด่น” ของคณะอุปรากรปารีส (Paris Opera) ซึ่งดาวดวงนี้จะทำหน้าที่ชี้เลขบอกเวลาตามหน่วย 12 ชั่วโมง

สองกลไกกำเนิดเสียง
ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว

กลไกกำเนิดเสียงในส่วนของกล่องดนตรีประกอบขึ้นจากแผ่นโลหะเซาะร่อง เป็นแถบลิ่มตัวโน้ตทั้งหมด 10 ซี่ (รูปทรงเหมือนแผ่นหวี) แต่ละซี่จะแทนตัวโน้ตหนึ่งตัว ลิ่มตัวโน้ตเหล่านี้จะถูกเคาะให้เกิดเสียงด้วยปุ่มพินโน้ต ซึ่งยื่นดิ่งตรงลงมาจากด้านล่างของแผ่นจานหมุนที่ใช้รองรับจิตรกรรมย่อส่วนภาพนางระบำบนหน้าปัด เมื่อปุ่มพินโน้ตหมุนมาดีดซี่ของหวี หรือแถบลิ่มตัวโน้ต จะทำให้ซี่นั้นสั่นสะเทือนด้วยความถี่เฉพาะค่าหนึ่ง กำเนิดเสียงออกมาเป็นโน้ตหนึ่งตัว โดยซี่ยาวจะให้โน้ตเสียงต่ำ และซี่สั้นจะให้โน้ตเสียงสูง ในขณะที่กลไกชุดระฆังไฟฟ้าสี่ตัว จะถูกตีโดยค้อนหลายตัวเพื่อมอบเสียงตัวโน้ตเพิ่มเติมจากในส่วนของกล่องดนตรี อุปกรณ์กำเนิดเสียงดนตรีทั้งสองต้องได้รับการปรับระดับเสียงตัวโน้ตอย่างพิถีพิถันไม่ต่างอะไรจากการปรับเสียงเปียโนเพื่อความมั่นใจในความไพเราะ

เสียงดนตรีขับกล่อมเป็นจังหวะอย่างต่อเนื่อง ไม่ผิดเพี้ยนประมาณ 20 ถึง 25 วินาที และเพื่อให้การบรรเลงแต่ละเพลงที่เรียบเรียงมาไปอย่างแม่นยำ ก่อท่วงทำนองตามจังหวะอย่างสม่ำเสมอ ไม่ช้า หรือเร็วเกินไป ฐานกล่องดนตรีก็จะยังมีใบพัดหมุนเป็นกลไกสร้างแรงเหวี่ยงหนีศูนย์รองรับปรับแรงส่งจากแกนกระบอกหมุนของแผ่นจานภาพจิตรกรรมบนหน้าปัด ด้วยเหตุนี้ นาฬิกาแต่ละเรือนจึงสามารถเล่นหนึ่งทำนองเพลงในแต่ละครั้งได้สามรอบด้วยจังหวะที่แม่นยำ ไร้ที่ติ

บทหลอมรวมไหวพริบในการพลิกแพลงทักษะแขนงต่างๆ

นอกเหนือจากความสำเร็จในการประดิษฐ์กลไกกำเนิดเสียงอันซับซ้อนทั้งสองระบบให้ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวในตัวเรือนนาฬิกาแล้ว Van Cleef & Arpels ยังก้าวข้ามอีกหนึ่งโจทย์ท้าทายในการถ่ายทอดท่วงทำนองสุดซับซ้อนของสามบทเพลงสุดคลาสสิก อันได้แก่ Pelléas et Mélisande (แป็ลเลอาเซต์ เมซิซางด์) บทประพันธ์ลำดับที่ 80 ของกาเบรียล โฟเร (1898), Capriccio for piano and orchestra (กาพริซซีโอ สำหรับบรรเลงโดยเปียโน และออเคสตรา) โดยอิกอร์ สตราวินสกี (1929) และผลงานของปิออตร์ อิลิช ไชคอฟสกีในซิมโฟนีหมายเลข 3 หรือ Symphony No. 3 (1875) เมซงต้องทำงานอย่างพิถีพิถันร่วมกับมิเชล ทิราบอสโก นักดนตรีชื่อก้องในการขจัดความซับซ้อน และเรียบเรียงลำดับตัวโน้ตเพื่อให้เป็นไปได้ในการบรรเลงโดยใช้เครื่องดนตรีเพียงสองชิ้นอันได้แก่กล่องดนตรี กับชุดระฆัง นักดนตรีคอนเสิร์ตเพลงคลาสสิกสัญชาติสวิส ผู้กำเนิดในกรุงโรม และโด่งดังจากความเก่งฉกาจในการเป่าแพนขลุ่ยฟลูท หรือขลุ่ยอินคา มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดตลอดกระบวนการพัฒนา ในหัวใจสำคัญของแต่ละผลงานสร้างสรรค์นั้นก็คือโทนเสียงไพเราะเสนาะโสต ด้วยการบรรเลงอย่างสอดคล้อง กลมกลืน และแม่นยำระหว่างเสียงตัวโน้ตที่กังวานมาจากชุดระฆัง และกล่องดนตรี ตัวอย่างเช่นกลไกขับเคลื่อนของนาฬิกาข้อมือ Lady Arpels Ballerine Musicale Rubis จะขับกล่อมทำนองเพลง Capriccio ของสตราวินสกีโดยใช้ตัวโน้ตไม่ต่ำกว่า 92 ตัว อันประกอบไปด้วย 69 ตัวโน้ตจากกลไกกล่องดนตรี และ 23 ตัวโน้ตจากชุดระฆัง

บทกวีบอกเวลา

เพื่อแสดงถึงจุดยืนในมุมมองอันงดงามที่มีต่อชีวิต Van Cleef & Arpels ได้หลอมรวมมิติหนึ่ง ซึ่งมีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเข้าไว้ในศิลปะการสร้างสรรค์นาฬิกาข้อมือ นั่นก็คือมิติแห่งความฝัน และอารมณ์ ด้วยบทบรรจบระหว่างประดิษฐกรรมกับจินตนาการ เมซงให้กำเนิดผลงานบอกเวลาอันแม่นยำผ่านรายละเอียดสุดอัศจรรย์ จุดประกายความฝันได้อย่างเสมอมา

ในการถ่ายทอดความวิจิตรบรรจงให้แก่บทกวีบอกเวลา เมซงอาศัยแง่มุมต่างๆ ทางประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตน ร่วมกับบรรดาแหล่งกำเนิดแรงบันดาลใจอันถือเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตัว ผลงานสร้างสรรค์ต่างๆ ชวนให้นึกถึงมรดกแห่ง Van Cleef & Arpels ที่ดำรงอยู่คู่เคียงกับเรื่องราวบทใหม่ของความรัก และเครื่องหมายนำโชค เหล่านางฟ้า และนางระบำเคลื่อนกายบอกโมงยาม ในขณะที่วงจรของธรรมชาติเปลี่ยนจังหวะสอดคล้องกับครรลองของจักรวาล นาฬิกาข้อมือแต่ละรุ่น จากแต่ละคอลเลคชัน ล้วนทำหน้าที่บอกเวลาอย่างงามสง่าผ่านเรื่องราวอันเปี่ยมเสน่ห์ประทับใจ

Fashion

Placeholder image

2020 WINTER/FALL ROSSA LINEA PRADA

Dynamic, modern, new. The Prada Linea Rossa Fall/Winter 2020 campaign celebrates the new active collection with an exceptional cast of young and international talents from different parts of the world - globally in uential gures, cultural game-changers.

Placeholder image

Mulberry Strength & Sensibility Autumn Winter '20

AW20 celebrates the innate strength and style of women throughout British history - and their legacy in British culture. The collection sees rural codes reimagined in today’s urban settings, bringing a soft nostalgia to the city’s utilitarian aesthetic.

Placeholder image

MIU MIU SPRING/SUMMER 2021 COLLECTION

An impossible spectacle - a physical event mediated through the virtual, a community brought together through distance. A paradox. For her Miu Miu Spring/Summer 2021 collection, Miuccia Prada draws a global community of women today, ...

Placeholder image

"Olympia" กระเป๋าซิกเนอเจอร์ใบใหม่ของแบรนด์ Burberry

Burberry เผยโฉมกระเป๋า Olympia กระเป๋า Unisex ซิกเนอเจอร์ใบใหม่ของแบรนด์ Burberry โดยปรากฏครั้งแรกบนรันเวย์ Autumn/Winter 2020 ออกแบบโดย Riccardo Tisci สร้างสรรค์จากหนังอิตาลีและออกแบบรูปลักษณ์ให้เหมือนกับพระจันทร์เสี้ยว ...

Placeholder image

Coach to Debut Spring 2021 Collection With “COACH FOREVER”

นิวยอร์ก 22 กันยายน 2020: Coach ได้ประกาศถึงการเปิดตัวคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ผลิ 2021 ภายใต้แนวคิด “Coach Forever” คอลเลคชั่นนี้ได้หลอมรวมอดีตและอนาคตเข้าไว้ด้วยกันด้วยการนำเสนองานดีไซน์ที่หลากหลายซึ่งมีทั้งผลงานออกแบบชิ้นใหม่ ชิ้นงานวินเทจและงานดีไซน์ชิ้นมรดกของ Coach ...

Placeholder image

BURBERRY ESSENTIALS GLOW PALETTE

Burberry ขอแนะนำ Essentials Glow Palette พาเลทแต่งหน้าสีสันสดใส 3 ประสิทธิภาพในหนึ่งเดียว สามารถเป็นทั้งคอนทัวร์ แต่งแต้มสีสันและไฮไลท์ ด้วยสูตรเนื้อครีมสบายผิวและผงแป้งอ่อนละมุน เนื้อสัมผัสบางเบาจะผสานเข้าเป็นเนื้อเดียวกับผิว ให้คุณเนรมิตลุคเปล่งประกายในรูปแบบต่างๆ ...

Placeholder image

BURBERRY SPRING/SUMMER 2021 SHOW "IN BLOOM"

It began with a thought of British summertime; embracing the elements with a trench coat on the beach mixing with the sand and the water. I envisioned the people of this space, like the lighthouse keeper, and a love affair between ...