Success Story คุณหมอกี้ ชากีร่า ดร.อังคนางค์ ชากีร่า บำรุงสรณ์ (มาดามพลังงาน)



นูเมโร ไทยแลนด์ ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณหมอกี้ ชากีร่า ดร.อังคนางค์ ชากีร่า บำรุงสรณ์ (มาดามพลังงาน) CEO REGEN SMART CITY (Thailand) Co., Ltd. และผู้เชี่ยวชาญด้าน Engineering & Innovation ผู้ผลักดันแนวคิด Smart People เพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ด้วยประสบการณ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่สัตวแพทย์ นักธุรกิจ งานสังคม ไปจนถึงการเป็นนางงามในเวทีประกวด คุณหมอกี้สะท้อนภาพผู้นำที่มีทั้งความรู้ ความสามารถ และหัวใจที่มุ่งมั่น

บทสัมภาษณ์ครั้งนี้เผยทั้ง มุมมองเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน และ แรงบันดาลใจที่เธอต้องการส่งต่อให้คนรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังสะท้อนภาพผู้นำรุ่นใหม่ที่ อบอุ่น ทันสมัย และเปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ ที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้สังคมไทยก้าวไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น พร้อมสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอในทุกการปรากฏตัว

โดย ชโรธร ดีประสิทธิ์ ภาพ Annop Dawwaset

Numéro Thailand : ดร.อังคนางค์ ชากีร่า บำรุงสรณ์ ในฐานะผู้บริหารและผู้ได้รับการรับรองด้านการนำวิศวกรรมและนวัตกรรม (Engineering & Innovation) ท่านนำความรู้และมาตรฐานเหล่านี้มาใช้สร้างนวัตกรรมและความเป็นผู้นำในองค์กรอย่างไร

ดร.อังคนางค์ ชากีร่า บำรุงสรณ์ : สำหรับดิฉัน “เส้นทางของผู้เชี่ยวชาญ” ไม่ได้เกิดจากตำแหน่งที่ได้รับ แต่เกิดจากการเรียนรู้ในสิ่งที่ลงมือทำจริงมาตลอดเส้นทางอาชีพค่ะ

จากจุดเริ่มต้นของการทำงานในอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องการมาตรฐานสูง ทั้งความปลอดภัย เทคโนโลยี และความรับผิดชอบ ฉันมีโอกาสเรียนรู้ตั้งแต่มาตรฐานวิศวกรรมไฟฟ้า ระบบการทำงานและใช้อุปกรณ์กันระเบิด (Explosion Proof) ในพื้นที่อันตราย (Hazardous Area) ไปจนถึงกระบวนการออกแบบที่ต้องเช็กทุกจุดให้ได้ตามมาตรฐานสากล

สิ่งเหล่านี้ทำให้ดิฉันเข้าใจลึกว่า “นวัตกรรม” จะมีความหมายก็ต่อเมื่อมันสามารถแก้ปัญหาได้จริงในพื้นที่ที่ความผิดพลาดไม่สามารถอนุญาตให้เกิดขึ้นได้เลย จากประสบการณ์ตรงทั้งวิชาการและการลงพื้นที่จริงในภาคพลังงาน ดิฉันจึงนำองค์ความรู้ทั้งหมดมาต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีเมืองอัจฉริยะภายใต้แบรนด์ REGEN SMART CITY โดยมุ่งเน้นเรื่องที่สำคัญที่สุดคือ “การบริหารจัดการความปลอดภัยของประชาชนที่อยู่อาศัยในเมือง”

เราออกแบบระบบที่เริ่มจากโจทย์ที่ต้องการแก้ไขอันดับต้น ๆ เช่น พื้นที่สุ่มเสี่ยง จุดมืด ระบบแจ้งเตือนภัยที่ต้องตอบสนองแบบเรียลไทม์ การเฝ้าระวังอุบัติเหตุ ระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน ความปลอดภัยของประชาชนตั้งแต่โรงเรียนจนถึงชุมชนอุตสาหกรรม จากเดิมที่ฉันทำงานกับโรงงานและพื้นที่อันตราย วันนี้ฉันต่อยอดความรู้เหล่านั้นออกมาสู่การออกแบบความปลอดภัยของเมือง ผ่านระบบ IoT, Smart Pole, Smart Lighting, ระบบคุณภาพอากาศ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ที่ช่วยให้เมืองบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างแม่นยำ และมีมาตรฐานความปลอดภัยสูงขึ้นจริง

สำหรับดิฉัน Engineering & Innovation ไม่ใช่แค่ทักษะ แต่คือวินัย ความละเอียด และความรับผิดชอบต่อชีวิตคนจำนวนมาก และนั่นคือสิ่งที่ดิฉันนำมาใช้ในทุกการตัดสินใจขององค์กรค่ะ

แนวคิด “Smart People” ที่ท่านขับเคลื่อนอยู่ มีความหมายอย่างไรต่อการพัฒนาคนและพัฒนาบ้านเมือง และท่านเห็นว่าคุณสมบัติสำคัญของคนรุ่นใหม่ในการสร้าง Smart City คืออะไร

สำหรับดิฉัน แนวคิด “Smart People” คือรากฐานของเมืองอัจฉริยะทั้งหมด เพราะเทคโนโลยีจะไม่มีความหมายเลย หากคนที่ใช้ไม่เข้าใจคุณค่าที่แท้จริงของมัน และ Smart City จะเกิดขึ้นไม่ได้หากคนไม่เติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี

ดิฉันให้ความสำคัญกับ 3 คุณสมบัติที่จำเป็นที่สุดของคนรุ่นใหม่ในยุค Smart City เรียนรู้เร็ว (Fast Learner) ไม่หยุดอยู่กับความรู้เก่า และพร้อมเปิดใจให้เทคโนโลยีใหม่โดยไม่หวาดกลัว กล้าคิดและรับผิดชอบ (Responsible Thinking) มีความคิดสร้างสรรค์ กล้านำเสนอไอเดีย และรับผิดชอบต่อผลงานของตน เห็นคุณค่าของส่วนรวม (Collective Mindset) การพัฒนาเมืองไม่ใช่การทำเพื่อตัวฉัน แต่ทำเพื่อส่วนรวม คิดถึงประโยชน์เป็นวงกว้าง

เมื่อคนรุ่นใหม่มีคุณสมบัติเหล่านี้เมืองไทยจะไม่ใช่เมืองที่ไล่ตามเทคโนโลยี แต่เป็นเมืองที่ “คนรู้จักใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสร้างอนาคตของตัวเองได้” นี่คือเหตุผลที่ฉันพูดเสมอว่า Smart City เริ่มจาก Smart People และ Smart People เริ่มจากความเสียสละและวินัยเล็กๆ ในทุกวัน เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่มีระบบทันสมัยที่สุด แต่คือเมืองที่มี “คน” ที่พร้อมจะเติบโตไปพร้อมกับมัน และกลายเป็นเมืองที่น่าอยู่อาศัยค่ะ

เมื่อมองอนาคตของเมืองไทยในอีก 10 ปี ข้างหน้า ท่านต้องการผลักดันสิ่งใดเป็นอันดับแรกเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของประชาชน

เมื่อมองภาพประเทศไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่เราต้องผลักดันเป็นอันดับแรกคือ โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่ “ทำงานได้จริง” ไม่ใช่เพียงโครงการเชิงภาพลักษณ์ เพราะเมืองจะยกระดับได้ก็ต่อเมื่อ “ข้อมูล ความปลอดภัย และเทคโนโลยี” ทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ

สิ่งที่ดิฉันต้องการผลักดันมี 3 แกนหลัก คือ Infrastructure & Safety Standard ใหม่ของประเทศ เราต้องยกระดับความปลอดภัยทั้งในเมืองและในอุตสาหกรรม ให้เป็นมาตรฐานเดียวกับประเทศชั้นนำ

เพราะ “ความปลอดภัย” คือรากฐานของเศรษฐกิจที่เติบโตได้จริง Smart Infrastructure ที่เชื่อมข้อมูลทั้งเมือง (City Data) ประเทศไทยต้องมีระบบที่ทำให้เมือง “คิดเป็นและตอบสนองได้เอง” เช่น Smart Lighting ที่ช่วยประหยัดพลังงานและรายงานจุดเสี่ยง Smart Pole ที่รวมทุกฟังก์ชันความปลอดภัย รวมถึงระบบคุณภาพอากาศและสุขภาพที่เชื่อมโรงเรียน ชุมชน และเมืองใหญ่ แพลตฟอร์มข้อมูลกลางที่ใช้ตัดสินใจได้ทันที

เมืองสมัยใหม่ไม่รอรายงาน แต่ “เห็นก่อนและแก้ก่อน”

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาคนให้พร้อมกับระบบใหม่ทั้งประเทศ เมืองจะฉลาดได้เมื่อคนฉลาดก่อน ดิฉันจึงให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะดิจิทัล การสร้างคนที่คิดเชิงวิเคราะห์ และการพัฒนาคนทำงานทั้งภาครัฐและเอกชนให้พร้อมกับบทบาทใหม่ในเมืองยุคข้อมูล เพราะอนาคตของเมืองไทยขึ้นอยู่กับ “ความสามารถของคน” ไม่ใช่แค่เครื่องมือ

ในภาพรวม ดิฉันอยากเห็นประเทศไทยก้าวข้ามแนวคิดเดิม ๆ และสร้างประเทศที่ปลอดภัยกว่า ฉลาดกว่า และบริหารจัดการได้แม่นยำกว่าเดิมหลายเท่า นี่คือ 10 ปีที่เราต้องมองไกลขึ้น ทำเร็วขึ้น และทำให้ได้มาตรฐานระดับโลกจริง ๆ ค่ะ

บทบาทมากมายในชีวิตของท่าน ในการเป็นลูกสาว นักธุรกิจ นักพัฒนาเมือง และนักกิจกรรม บทบาทใดท่านรู้สึกว่า “เป็นตัวเองมากที่สุด”

บทบาทที่เป็นตัวดิฉันที่สุด คือบทบาทที่เกี่ยวกับ “การพัฒนาคน” และ “การพัฒนาเมืองให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นจริง” ไม่ว่าจะผ่านงานธุรกิจ อุตสาหกรรม หรือโครงการ Smart City

สิ่งที่ดิฉันทำมาตลอดคือยกระดับศักยภาพของคนให้เก่งขึ้น และทำให้พื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ปลอดภัยขึ้น ดิฉันเชื่อว่าเมืองจะเปลี่ยนได้ก็ต่อเมื่อ “คน” เปลี่ยนก่อน และคุณภาพชีวิตของคนจะดีขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ “ระบบของเมือง” ทำงานได้จริง

ดังนั้นทุกบทบาทในชีวิต ครอบครัว ผู้บริหารองค์กร นักพัฒนาเมือง ผู้ทำงานสังคม ล้วนมีแกนกลางเดียวกัน คือการทำให้คนมีศักยภาพและโอกาสมากขึ้น และมีชีวิตที่มั่นคง ปลอดภัยกว่าเดิม นี่คือบทบาทที่ดิฉันรู้สึกว่า “ภูมิใจ และเป็นตัวเองมากที่สุด” บทบาทของผู้หญิงคนหนึ่งที่เชื่อว่า เมื่อคนแข็งแรง ครอบครัว องค์กร และเมืองก็จะแข็งแรง และอนาคตของประเทศก็ยิ่งแข็งแรงตามไปด้วย

ในวันที่ท่านต้องรับผิดชอบหลายสิ่งพร้อมกัน ท่านมีวิธีหรือแรงบันดาลใจอะไรที่ช่วยให้หัวใจอบอุ่นและเต็มไปด้วยพลังบวก และท่านต้องการจะส่งต่อพลังนี้ให้คนรอบตัวอย่างไร

ในวันที่ดิฉันต้องรับบทบาทหลายด้านพร้อมกัน ผู้นำครอบครัว ผู้บริหารองค์กร นักพัฒนาเมือง สิ่งที่ทำให้ดิฉันยืนมั่นคงได้เสมอคือการรู้ว่า งานที่เราทำกำลังสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่

โดยเราใช้ครอบครัวที่เป็นศูนย์กลางของความแข็งแรงทางใจ ลูกทั้งสองคนทําให้ฉันเข้าใจบทบาทผู้นําอย่างลึกซึ้ง ผู้นําที่แท้จริงไม่ใช่คนที่ไม่เคยล้ม แต่คือคนที่ “ล้มแล้วลุกขึ้นด้วยมาตรฐานที่สูงกว่าเดิม” พวกเขาทําให้ฉันไม่เคยลืมว่า ความอ่อนโยนและความแข็งแรงสามารถอยู่ในคนคนเดียวกันได้

อีกเรื่องคือผลลัพธ์ของงานที่ส่งต่อคุณภาพชีวิตให้คนอื่นได้จริง ไม่ว่าจะเป็นไฟถนนที่ทําให้ชุมชนปลอดภัยขึ้น ระบบที่ช่วยโรงเรียนดูแลเด็กได้ดีขึ้น หรือโครงการที่ทําให้เมืองมองเห็นความเสี่ยงก่อนใคร ทุกครั้งที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทําให้ความเหนื่อยของเรามันยิ่งมีค่า และยิ่งเพิ่มพลังใจในการยืนหยัดแม้ในวันที่หนักที่สุด เพื่อที่จะเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของอนาคตลูกหลาน

อีกเรื่องคือผลลัพธ์ของงานที่ส่งต่อคุณภาพชีวิตให้คนอื่นได้จริง ไม่ว่าจะเป็นไฟถนนที่ทําให้ชุมชนปลอดภัยขึ้น ระบบที่ช่วยโรงเรียนดูแลเด็กได้ดีขึ้น หรือโครงการที่ทําให้เมืองมองเห็นความเสี่ยงก่อนใคร ทุกครั้งที่ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทําให้ความเหนื่อยของเรามันยิ่งมีค่า และยิ่งเพิ่มพลังใจในการยืนหยัดแม้ในวันที่หนักที่สุด เพื่อที่จะเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของอนาคตลูกหลาน

RELATED POST